-------Advertisement----------

เตือนเอาไว้!! “7โรคผิวหนัง” ช่วงฤดูหนาวที่ต้องพึงระวัง รู้แล้วต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ!!

-------Advertisement----------


เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ร่างกายก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกันเตรียมพร้อมกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะอากาศที่เย็นสบายจะทำให้เรานี่แหละไม่สบายโดยที่ไม่รู้ตัว

ในช่วงนี้เป็นช่วงฤดูหนาว สลับร้อนและบางครั้งอาจจะมีฝนบ้าง ทำให้โรคที่เกิดจากไวรัส พบได้มากขึ้น ทางสมาคมโรคผิวหนังแห่งประเทศไทยจึงได้ให้คำแนะนำเพื่อเป็นความรู้สู่ประชาชน เกี่ยวกับ "โรคผิวหนัง 7 โรคสำคัญ" ที่ประชาชนควรพึงระวัง ได้แก่

1.โรคสุกใส หรือ อีสุกอีใส เกิดจากจากเชื้อไวรัส (Varicella virus) ติดต่อโดยการหายใจ หรือการสัมผัสถูกตุ่มแผลสุกใสหรืองูสวัดโดยตรงและการสัมผัสถูกของใช้ที่เปื้อนตุ่มแผลของผู้ป่วย ขั้นแรกผู้ป่วยอาจมีอาการปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร และต่อมาจะเริ่มมีเป็นตุ่มน้ำ ใสๆเหมือนหยดน้ำขึ้นตามตัว ถ้าเป็นแล้วต้องระวังแบคทีเรียแทรกซ้อน และถ้าเป็นในผู้ใหญ่ต้องห้ามแกะเกาเด็ดขาดเพราะจะเป็นหลุมแผลเป็นได้ง่าย



2. โรคงูสวัด เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดสุกใส (Varicella virus) จะเกิดในผู้ที่เคยเป็นโรคสุกใสแล้ว เมื่อหายเชื้อไวรัสจะหลบเข้าไปในปมประสาทรับความรู้สึกโดยจะอยู่แบบไม่แบ่งตัว เมื่อร่างกายอ่อนแอ ไวรัสที่แฝงอยู่จะก่อให้เกิดอาการไข้และปวดรุนแรงตามแนวยาวของปมประสาท โดยจะพบเป็นกลุ่มของตุ่มน้ำใสเป็นแนวด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย มักจะมีอาการปวดแปล๊บบนบริเวณเส้นประสาทร่วมด้วย



3.โรคเริม เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม HERPES (Hsv--1/Hsv-2) มีลักษณะเป็นกลุ่มของตุ่มน้ำขนาดเล็ก มีขอบแดง แต่ไม่เรียงตามแนวเส้นประสาท พบได้บ่อยที่บริเวณริมฝีปาก อวัยวะเพศ และก้น การติดเชื้อครั้งแรก มักจะมีไข้ ปวดเมื่อย ต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงมีอาการอักเสบ ผู้ที่เคยเป็นโรคเริมแล้ว จะมีโอกาสเป็นซ้ำในตำแหน่งเดิมได้บ่อย โดยมีสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดซ้ำ คือภาวะเครียด ภูมิต้านทานร่างกายต่ำลง พักผ่อนไม่เพียงพอ ใกล้มีประจำเดือน หรือถูกแสงแดดจัด เริมสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสตุ่มน้ำหรือแผล และการมีเพศสัมพันธ์



4. โรคหัด มักมีอาการไข้สูง ไอมาก ตาแดง คล้ายเป็นหวัด ต่อมามีผื่นแดงขนาดเล็ก ๆ ขึ้นทั่วตัว แขน และขา ติดต่อกันทางระบบทางเดินหายใจ



5. โรคหัดเยอรมัน มักมีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตามตัว หลังจากนั้น จะมีผื่นขึ้นที่หน้า คอ ลำตัว แขนและขา ผื่นมักขึ้นเต็มตัวภายในระยะเวลา 1 วัน และมีต่อมน้ำเหลืองโต ผื่นมักจะหายไปเองภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 วัน เป็นโรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ ดังนั้นในเด็กทุกคนควรฉีดวัคซีนป้องกันหัดเยอรมันตามเกณฑ์เพื่อป้องกันการเกิดโรค และมีความสำคัญว่าถ้าสตรีมีครรภ์เป็นขณะตั้งครรภ์จะทำให้ทารกพิการได้



6. โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) ในช่วงฤดูหนาวผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง จะมีโอกาสเกิดมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคันผิวหนังรุนแรงมากขึ้น ผู้ป่วยมักจะเกา ซึ่งการเกาอาจจะทำให้เกิดแผลติดเชื้อตามมา ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง มักจะมีลักษณะผื่นเป็นผื่นแดง แห้งลอก มีอาการคันมาก มักเป็นที่บริเวณข้อพับแขน ข้อพับขา ใบหน้า แขน ขา และซอกคอ



7. โรคผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณผิวมัน (Seborrtheic dermatitis) มีลักษณะเป็นผื่นแดง มีสะเก็ดเป็นมัน ขอบเขตชัดเจน ผื่นชนิดนี้มักอยู่บริเวณร่องข้างจมูก หว่างคิ้ว หน้าหู และหนังศีรษะ เนื่องจากอากาศในฤดูหนาวทำให้ผิวแห้ง จึงทำให้ผื่นชนิดนี้มีโอกาสเกิดได้มากขึ้น

ดังนั้น ทุกคนควรพึงระวังใส่ใจกับตัวเองเพิ่มขึ้น เนื่องจากอากาศช่วงฤดูหนาวมักมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยอยู่เสมอ จึงควรทำร่างกายให้อบอุ่น ดื่มน้ำมากๆ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังสม่ำเสมอระมัดระวังตัวเองให้มากขึ้นเป็นพิเศษ

ข้อมูล :สสส
-------Advertisement----------
-------Advertisement----------