-------Advertisement----------

อันตายมาก!! 3 ไวรัส ที่มากับหน้าร้อนปีนี้..โดยเฉพาะเด็กเล็กต้องให้ระวังให้มากๆ

-------Advertisement----------
 1.เอนเทอโรไวรัส 71 (Enteroviruses)

       จะเกิดช่วงปลายฤดูร้อนจนถึงต้นฤดูฝน เด็กวัย 0-5 ปี มีความเสี่ยงมากที่สุด ไวรัสตัวนี้เป็นต้นกำเนิดของโรคมือเท้าปาก ซึ่งมีการติดต่อจากคนสู่คน โดยเฉพาะเด็กๆ ไปโรงเรียนหรือเนิร์สเซอรีย่อมมีโอกาสได้รับเชื้อจากมือที่ปนเปื้อนเชื้อโรค จากน้ำมูก น้ำลาย อุจจาระ หรือไอ จาม รดกัน


       อาการ      

       เมื่อเด็กได้รับเชื้อชนิดนี้ จะมีไข้ มีจุดหรือผื่นแดงอักเสบในปาก พบที่ลิ้น เหงือก และกระพุ้งแก้ม มีผื่นแดง ซึ่งกลายเป็นตุ่มพองใสบริเวณฝ่ามือ นิ้วมือ และฝ่าเท้า เด็กบางคนอาจมีตุ่มพองในปาก หากรักษาไม่ทันเด็กจะมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ปอดบวมน้ำ และหัวใจล้มเหลวได้

การดูแลป้องกัน      

       สังเกตอาการของลูก ถ้ามีไข้สูงถึง 39 องศาเซลเซียส นาน 2-3 วัน อาเจียนบ่อย ซึม สะดุ้งผวาบ่อย ให้รีบไปพบแพทย์ นอกจากนี้ เมื่อลูกป่วย ให้แยกออกจากกลุ่มเพื่อน และหยุดเรียนทันที เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปยังเด็กคนอื่นๆ

       หากลูกยังเล็กมาก คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรพาไปที่มีคนพลุกพล่าน เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาด สนามเด็กเล่น แต่ควรอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทได้ดี เลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยและระวังการ ไอ จาม รดกัน ที่สำคัญต้องล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังกินอาหาร ทำกับข้าว หรือเล่นกับลูก

       2.ไวรัสหวัด

       ถึงจะเป็นหน้าร้อน เด็กๆ ก็ป่วยได้ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานานๆ หรืออยู่ในร่มและกลางแจ้งสลับร้อนเย็นกันไปมาก็มีโอกาสป่วยได้ เนื่องจากร่างกายปรับตัวไม่ทัน ทำให้ภูมิต้านทานลดลงนั่นเอง

       โรคหวัดเกิดจากไวรัส 2 ตัวที่ชื่อไรโนไวรัส (Rhinoviruses) และ โคโรนาไวรัส (Coronaviruses) ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบของอวัยวะระบบทางเดินหายใจ นอกจากภูมิคุ้มกันต่ำแล้ว เด็กๆ ยังมีโอกาสรับเชื้อจากผู้อื่นโดยการไอหรือจามด้วย


       อาการ      

       เมื่อเด็กได้รับเชื้อไวรัสชนิดนี้ จะปวดหัว เมื่อยตัว เป็นไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ไอ จาม มีเสมหะ น้ำมูก เป็นต้น แต่สำหรับเด็กเล็กที่ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีโรคประจำตัวอยู่ก่อนแล้ว อาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นหลอดลมอักเสบ เป็นปอดบวม และหูอักเสบ

       การดูแลป้องกัน      

       ทำได้ง่ายๆ โดยให้ลูกกินอาหารที่มีประโยชน์พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ หลีกเลี่ยงสถานที่ที่แออัดเพื่อลดโอกาสการใกล้ชิดกับผู้ที่มีเชื้อ เด็กเล็กให้รีบพาไปหาหมอทันทีนะคะ

       3.พิษสุนัขบ้า

       ใช่แต่สุนัขเท่านั้นที่มีเชื้อพิษสุนัขบ้า พิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดเชื้อที่มีสาเหตุมาจาก Rabies virus ที่เกิดได้กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด เช่น สุนัข แมว หนู กระรอก กระแต รวมถึงคนด้วย แต่มักพบในสุนัขมากที่สุด

       เด็กๆ สามารถติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าได้หากถูก กัด ข่วน เลีย หรือน้ำลายกระเด็นเข้าทางตา ปาก หรือบาดแผลตามร่างกาย ซึ่งเชื้อไวรัสจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นบริเวณที่โดนกัดหรือข่วน จากนั้นเชื้อจะแพร่เข้าสู่แขนงประสาท และระบบประสาทส่วนกลาง







       อาการ      

       2-3 วันแรกจะมีไข้ต่ำ มีอาการเจ็บคอ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คันหรือปวดแสบปวดร้อนบริเวณแผลที่ถูกกัด แม้ว่าแผลอาจหายเป็นปกติแล้วก็ตาม จากนั้นจะค่อยๆ มีอาการทางระบบประสาท หากเชื้อเข้าสู่สมองและเพิ่มจำนวนขึ้น เด็กๆ จะมีอาการคลุ้มคลั่ง ดุร้าย กระวนกระวาย และหากเชื้อเข้าสู่ไขสันหลังแล้วมีการเพิ่มจำนวนจะทำให้สมองและไขสันหลังทำงานผิดปกติ มีโอกาสเสียชีวิตในที่สุด

       การป้องกันรักษา      

       ระมัดระวังการสัมผัสสัตว์เลี้ยง และเฝ้าระวังเด็กๆ ไม่ให้เล่นกับสัตว์ที่ไม่คุ้นเคย นอกจากนี้ นำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนประจำทุกปี และควรพาลูกไปฉีดวัคซีนป้องกันด้วย เพราะหากถูกกัดในอนาคต ก็ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนถึง 5 เข็ม หรือฉีดเซรุ่มในราคาแพงๆ

       นอกจากไวรัสในหน้าร้อนแล้ว คุณพ่อคุณแม่ยังต้องระวังเชื้อโรคอื่นๆ ทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อโรคชนิดอื่นๆ อีกมากมาย ทางที่ดี หมั่นดูแลความสะอาดภายในบ้าน กินอาหารให้ถูกสุขอานามัย และฝึกลูกล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ทำให้เป็นนิสัยทั้งก่อนและหลังกินข้าว หรือทำกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องใช้มือสัมผัสมากๆ

ขอขอบคุณเนื้อหาจาก : clubคนรักสุขภาพ‬ , นิตยสารรักลูก ฉบับเดือนมีนาคม 2559 , รักษ์สุขภาพโดยวิถีธรรมชาติ
-------Advertisement----------
-------Advertisement----------