-------Advertisement----------

5 เคล็ดลับสุดเจ๋ง!! บอกลาปัญหาเสื้อผ้าเหม็นอับ! เพียงเติม 5 สิ่งนี้ลงไป ผ้าจะกลับมาหอม

-------Advertisement----------
ใกล้เปลี่ยนฤดูกาลจากหน้าร้อนเป็นหน้าฝนเข้าทุกวันแล้ว นอกจากสภาพอากาศที่เฉอะแฉะแล้ว บรรดาพ่อบ้านแม่บ้านคงเป็นกังวลถึงปัญหาเสื้อผ้าอย่างหนึ่ง ก็คือเรื่องของเสื้อผ้าที่อาจมีปัญหากลิ่นเหม็นอับได้ สาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากการซักผ้าแล้วไม่แห้ง สร้างปัญหาให้ผ้าเหม็นอับไม่รู้หาย เป็นปัญหาใหญ่ที่บั่นทอนความมั่นใจของผู้สวมใส่มากเลยทีเดียว จะทำอย่างไรดี หนีไม่พ้นต้องซักใหม่อีกอย่างนั้นเหรอ เสียเวลาและสิ้นเปลืองมาก วันนี้จึงมี 5 เคล็ดลับสุดเจ๋ง!! บอกลาปัญหาเสื้อผ้าเหม็นอับ!! มาฝาก พ่อบ้านแม่บ้านห้ามพลาดค่ะ

1. น้ำส้มสายชู


     เติมน้ำส้มสายชูแท้ 5% ปริมาณ 3 ช้อนชา หรือถ้าผ้าที่คุณซักเป็นผ้าขาว จะผสมน้ำยาฟอกขาวลงไปแทนน้ำส้มสายชูก็ได้ แต่สำหรับผ้าหนา เช่น ผ้าเช็ดตัว หรือผ้ายีนส์ อาจจะนำผ้าเหล่านี้ไปแช่น้ำที่ผสมน้ำส้มสายชู 1 ถ้วงตวงต่อน้ำ 1 แกลลอน หรือน้ำยาฟอกขาว สัก 2-3 ชั่วโมงก่อนนำไปซักในขั้นตอนปกติ เพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรียตัวการสร้างกลิ่นอับติดเสื้อผ้า วิธีนี้จะป้องกันปัญหากลิ่นเหม็นอับที่อาจเกิดขึ้นภายหลังได้อีกด้วย

2. สารส้ม

     วิธีการคือนำสารส้มมาแกว่งในน้ำ แช่ผ้าที่เหม็นอับไว้หนึ่งคืน แล้วนำมาซักตากตามปกติ วิธีนี้ก็จะทำให้กลิ่นเหม็นอับหายไปเช่นกัน และควรแช่น้ำยาปรับผ้านุ่มทุกครั้งหลังการซักด้วย เพราะนอกจากจะทำให้เสื้อผ้ามีกลิ่นหอมตามปรารถนาแล้ว ก็สามารถแก้ไขปัญหาเบื้องต้นจากเสื้อผ้าเหม็นอับได้ด้วย

3. กำจัดเชื้อราในเครื่องซักผ้า


      เพราะเครื่องซักผ้าก็อาจจะมีเชื้อราอันเป็นสาเหตุทำให้เกิดกลิ่นอับบนเสื้อผ้าได้เหมือนกัน ดังนั้นควรกำจัดเชื้อราในเครื่องซักผ้า ทำได้โดยการเดินเครื่องซักผ้าเปล่าๆ ในระบบน้ำร้อนตามปกติ จากนั้นก็สังเกตุดูเชื้อราและคราบสกปรกที่ติดอยู่ที่บริเวณถังซักผ้า ถ้าพบว่ามีเชื้อราอยู่ ให้ผสมสารฟอกขาวกับน้ำสะอาด แล้วนำผ้าหรือฟองน้ำมาจุ่มสารละลายที่ผสมไว้ เสร็จแล้วก็นำไปเช็ดทำความสะอาดเชื้อราที่ติดอยู่กับตัวถังให้หมดไป จากนั้นให้เปิดฝาเครื่องซักผ้าไว้เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก และแห้งสนิทจึงค่อยปิดให้เรียบร้อย

4. แอมโมเนีย


     ช่วยลดกลิ่นอับที่จะเกิดจากการซักผ้าไม่แห้งหรือกลิ่นที่ติดทนมาเป็นระยะเวลานาน วิธีการเริ่มจากให้เราซักตามปกติ แต่ก่อนจะซักน้ำเปล่าให้ซักด้วยแอมโมเนียอีกหนึ่งครั้ง หรือในกรณีที่ซักด้วยเครื่องซักผ้า ให้รอจนถึงโปรแกรมเวลาปั่นผ้า ให้เราเทแอมโมเนียผสมลงไปเป็นอันเรียบร้อย
     นอกจากนี้เรายังสามารถใช้แอมโมเนีย 1 ช้อนโต๊ะกับน้ำ 250 มิลลิลิตร ทำเป็นสเปรย์สำหรับฉีดดับกลิ่นอับชื้น กลิ่นเหงื่อไคลแทนการซักใหม่ได้อีกด้วย หรือใช้เพื่อลบรอยเปื้อนที่ถูกกรดได้อย่างดี แต่วิธีนี้ควรทดสอบเบื้องต้นก่อนทำการซักผ้า โดยการจุ่มชายเสื้อกับแอมโมเนียก่อนว่าเกิดปฏิกิริยาหรือไม่ ไม่ควรใช้กับผ้าไหม ผ้าหนาๆ อย่างผ้าขนสัตว์ และควรใช้แอมโมเนียในอัตราส่วนประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำที่ซัก

5. มะนาวและเกลือ




     ถ้ามีเชื้อราเป็นจุดดำๆ เกิดขึ้นบนเสื้อผ้า สามารถบีบน้ำมะนาวลงบนคราบจนชุ่ม จากนั้นก็โรยเกลือทับลงไปบนคราบ แล้วก็นำผ้าไปตากแดดให้น้ำมะนาวและเกลือแห้งสนิทก่อนจะนำไปซักตามปกติ


การซักผ้าให้หอม สามารถทำได้ดังนี้
    1) ควรทำความสะอาดถังซักผ้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการสะสมของสิ่งสกปรกที่จะทำให้เครื่องซักผ้ามีกลิ่นเหม็น
    2) ควรแยกซักผ้าที่มีคราบสกปรกมากหรือเสื้อผ้าที่มีกลิ่นเหม็นอับ เพื่อป้องกันกลิ่นเหม็นตกใส่ผ้าตัวอื่นในขณะซัก หรือควรทำความสะอาดคราบสกปรกก่อนนำมาซักรวมกับเสื้อผ้าตัวอื่นๆ
    3) ซักผ้าให้หอมโดยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ซักผ้าที่ผสมน้ำยาปรับผ้านุ่ม หอมที่สุด หรือผงซักฟอกที่ผสมน้ำหอมสูตรเข้มข้นจะช่วยเพิ่มความหอมให้กับการซักผ้าก่อนใส่น้ำยาปรับผ้านุ่มในน้ำสุดท้ายที่ซัก
    4) เลือกใช้เครื่องอบผ้าแทนการตากผ้า ความร้อนของเครื่องอบผ้าจะช่วยให้น้ำยาปรับผ้านุ่มซึมลึกสู่เส้นใยผ้า ให้ผ้าหอมอยู่ได้นาน
    5) ใช้น้ำยาฉีดผ้าที่ผสมน้ำหอม ความร้อนของเตารีดสามารถทำหน้าที่ได้คล้ายกับเครื่องอบผ้าที่จะช่วยให้กลิ่นน้ำหอมที่ฉีดจากน้ำยารีดผ้าซึมซับเข้าถึงเส้นใยผ้า กลิ่นหอมจึงฝังอยู่บนเนื้อผ้าได้นาน

      หากต้องการเสื้อผ้าแห้งแบบทันใจ (ในกรณีที่ไม่มีเครื่องอบผ้า) ให้นำชุดที่ต้องการใช้แต่ยังไม่แห้งเท่าที่ควร ให้นำไปเป่าหลังคอมเพรสเซอร์แอร์ จะช่วยทำให้เสื้อผ้าแห้งเร็วขึ้นมาก หรือจะใช้ไดร์เป่าผมก็ได้ แต่จะได้ประสิทธิภาพไม่เท่า หรือในกรณีมีเครื่องซักผ้า ให้เลือกโหมดปั่นแห้งพร้อมทั้งใส่ผ้าขนหนูแห้งๆ ลงไปพร้อมกัน ผ้าขนหนูจะช่วยดูดความชื้นทำให้ผ้าแห้งเร็วขึ้น หรือไม่ก็ใช้เตารีดรีดเพื่อทำให้ความชื้นของเสื้อผ้าระเหยไปโดยเร็ว แต่วิธีนี้แนะนำเฉพาะเวลาที่เสื้อผ้าเกือบที่จะแห้งแล้วเท่านั้น และในเวลาที่จำเป็นจริงๆ ไม่เช่นนั้นนอกจากจะเสียเวลา แล้วยังเปลืองค่าไฟอีกด้วย

      หากตากผ้าไว้ในที่ร่ม ไม่ค่อยมีแดด อย่าแขวนผ้าให้เรียงชิดติดกันมากเกินไปเพราะอากาศจะผ่านเข้าไปไม่ได้ ทำให้เกิดกลิ่นอับ ควรเว้นระยะห่างประมาณ 1 คืบขึ้นไป ส่วนผ้าที่สามารถตากแดดได้ ก็ควรเอาตากแดดให้แห้งเลย เราจะได้กลิ่นแดดติดเสื้อผ้ามาด้วย ช่วยให้ผ้าหอมสดชื่นสวมใส่สบายตัวอีกด้วย

     คราวนี้ก็หมดกังวลกับปัญหาเสื้อผ้ามีกลิ่นเหม็นอับกันได้แล้วนะคะ แม้ในฤดูฝนที่ใกล้มาถึงนี้ ลองเอาวิธีการที่เราได้แนะนำไปใช้กันดู เพราะที่สำคัญคือความสะอาดและกลิ่นหอมสดชื่นของเสื้อผ้าที่สวมใส่ ไร้กลิ่นเหม็นอับ สร้างความมั่นใจ และความสุขของผู้ที่สวมใส่ ..ได้ผลดีอย่างไรอย่าลืมกลับมาบอกเราให้ทราบด้วยนะคะ

ที่มา : kaijeaw.com

-------Advertisement----------
-------Advertisement----------