-------Advertisement----------

เมื่อชีวิตคู่ต้องพังลง!!เพราะพ่อแม่ฝ่ายหญิงเรียกสินสอดครึ่งล้าน บอกแค่เอามาโชว์ แต่พอแต่งเสร็จกลับเป็นแบบนี้!!

-------Advertisement----------
พิษจากเงินสินสอด ความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับประเด็นนี้
ดิฉันเป็นผู้หญิง ขออนุญาตบอกตรงๆว่า ไม่ชอบ ไม่เห็นด้วยเลยจริงๆค่ะ
ดิฉันไม่ชอบและรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ถ้าจะต้องไปนั่งอยู่ท่ามกลางฝูงแขกเหรื่อ ให้ผู้เฒ่าสองสามคนประกาศนับเงินค่าดองออกไมโครโฟน
สนุกสนาน ดิฉันคงจะรู้สึกไม่ต่างจากวัวควาย ที่ขายไปแล้วได้เงินมา คนขายมานั่งนับเงินสบายใจ
มาตรฐานการคัดกรองผู้ชายที่ให้ลูกสาว มันควรมีมิติที่กว้างและลึกกว่าการใช้มูลค่าสินสอดเป็นตัววัด

ถ้าดิฉันมีลูกสาว ไม่ใช่แค่จะไม่เอาคิดค่าสินสอด จะออกค่างานแต่งงานให้ทั้งคู่ด้วยค่ะ
(จะทำให้ลูกมีความสุขที่สุดและประทับใจไปจนชั่วชีวิต จะทำให้เขาภูมิใจที่มีแม่ที่รักและพร้อมจะทุ่มเทเพื่อเขาจริงๆ)
แลกกับการที่แฟนของลูกไปมาหาสู่กับครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ
เรียนรู้นิสัย ทัศนคติ จนมั่นใจว่าเขาจะดูแลลูกสาวเราได้จริงๆ ดิฉันว่า ดีกว่า
มาพบผู้ใหญ่ครั้งสองครั้ง แค่ยามจะแต่งงานกันเท่านั้น


ค่านิยมในบ้านเราบางที มันก็ละเอียดอ่อน จนเป็นจุดบอดให้เกิดช่องว่างระหว่างครอบครัว
แน่นอนว่า ถ้าพ่อแม่ฝ่ายหญิงเข้มงวด หัวโบราณ ลูกสาวพาแฟนไปแนะนำตัวกับครอบครัวก็ต่อเมื่อจะแต่งงานกันเท่านั้น
พ่อแม่ไม่ได้รู้ได้เห็นสัมพันธภาพระหว่างคบกัน มันก็แน่นอนว่า ต้องเกิดความกลัวว่า ลูกจะไปกันไปรอดหรือไม่ เพราะไม่รู้ตัวตนของฝ่ายชายว่าที่ลูกเขย

ที่ดิฉันยังแปลกใจ คือ มีผู้หญิงหลายๆท่าน ยังยินยอมพร้อมจะศิโรราบให้เงินค่าดอง
ถ้ายังคิดว่า เงินสินสอดมัน สำคัญ มันสมควรมี มันเป็นประเพณีอันดี สวยสดงดงาม เป็นสิ่งที่น่ายกย่องเทิดทูน
ขอความกรุณาว่าอย่าเรียกร้องสิทธิ์อยากเสมอภาคทัดเทียมผู้ชาย ในเมื่อตัวคุณยังปลดแอกจากพันธนาการทางความคิด
เป็นเบี้ยล่างให้บุรุษเพศไม่ได้ เป็นเพศแม่ที่อ่อนแอให้ชายชาตรีปกป้องเหมือนเดิมเถิดค่ะ
เรียกร้องสิทธิ์ความเท่าเทียมทางเพศสภาพเป็นครั้งคราว แต่ในทางพฤตินัยยังทำไม่ได้
มันไม่เรียกว่า ความเท่าเทียมอย่างแท้จริง

ส่วนกัลยาณมิตรหลายท่านที่หลังไมค์มาไถ่ถามให้กำลังใจ ดิฉันขอขอบคุณมากๆจากใจค่ะ
แต่ถ้าจะให้เล่าเรื่องของตัวเอง กับปัญหาค่าดอง
ดิฉันขอคิดดูก่อนว่า มันจะมีประโยชน์กับส่วนรวมมากน้อยขนาดไหน
กลัวว่า จะสะกิดแผลเก่าในใจแล้ว  มีคนมาตีค่าเจตนาผิดเพี้ยนไป


สืบเนื่องมาจาก การได้อ่านกระทู้นี้ pantip.com/topic/32256922

เลยอยากแชร์เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นอุทาหรณ์ มุมมองสะท้อนสังคมอีกด้านนะคะ

เป็นเรื่องราวของ เพื่อนคนหนึ่งสมัยเรียนมัธยม
ดิฉันกับเพื่อนคนนี้ สนิทสนมกันมานานพอสมควรค่ะ
ครอบครัวเธอฐานะค่อนข้างยากจน แต่เธอเป็นคนไฝ่ดี เรียนดี เธอทำงานพิเศษหาเงินส่งตัวเองจนจบ
เธอได้พบรักกับผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเรียนอยู่ที่เดียวกัน
คบกันมาหลายปี จนเรียนจบวางแผนแต่งงานกัน
ก่อนแต่งฝ่ายหญิงเอ่ยกับพ่อแม่ว่า พวกตนยังทำงานได้ไม่นาน ขอร้องว่าสินสอด อย่าสูงเกินไปได้ไหม
ตอนนั้นครอบครัวนี้ทะเลาะ ตบตีลูกสาวบ้านจะแตกกันเลยทีเดียว
คนเป็นพ่อนะคะ ถึงขั้นขู่ลูกสาวว่าจ้างทนายเดินเรื่องจะฟ้องร้องเอาสินสอดจากฝ่ายชาย
ตอนนั้น ฝ่ายหญิงไม่กล้าบอกฝ่ายชาย เอามาระบายกับดิฉัน
คนฟังน้ำตาไหลตาม ใจจะขาดตาม
ไม่นานหลังจากวันนั้น ฝ่ายชายก็เดินทางไปสู่ขอตามประเพณี
ตอนไปสู่ขอ พ่อแม่ฝ่ายหญิงก็ เรียกสินสอดเฉียครึ่งล้าน พ่อแม่ฝ่ายชายถึงกับเหวอ
เพราะครอบครัวพื้นเพของทั้งบ้านฝ่ายชายและฝ่ายหญิงก็ไม่ได้ต่างกันมาก
ผู้ใหญ่ฝ่ายชายก็พยายามกล่อม หว่านล้อม
ไปๆมาๆ พ่อแม่ฝ่ายหญิงบอก ยังไงก็ต้องหามาให้ได้ ห้าแสน ทองเก้าบาท เอามาวางโชว์ ให้ชาวบ้านเห็นก็ยังดี

วันแต่ง พ่อแม่รวมทั้งตัวว่าที่เจ้าบ่าวเอง ก็ดื้นรนหาเงินและทองจนครบตามจำนวน
เอาไปวางใส่พาน โชว์ชาวบ้าน
แต่หลังงานเลิก พ่อแม่ฝ่ายหญิง เห็นเงินกองใหญ่เป็นฟ่อนๆอยู่ตรงหน้า
ก็หอบเงินหนี ลูกสาวลูกเขย ทวงถามสัญญาที่ตกลงกันแต่แรก ก็บอก
ให้กูแล้ว จะเอากลับไปทำไม ค่าน้ำนมกู กูเลี้ยงมา
กูเบ่งคลอดมา อย่ามาเนรคุณ ต้องตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ บลาบลา
(นึกออกป่ะค่ะ ลูกสาวดิ้นรนหาทางเรียนเอง ทำทุกอย่างสู้ด้วยลำแข้งตัวเอง คือจะขอเงินสักบาทต้องทนฟังเสียงด่าทอ
หยาบคายจากพ่อแม่มาตลอด)

ฝั่งเจ้าบ่าวกับพ่อแม่ โกรธจนสั่น โกรธจนพูดอะไรไม่ออก พวกเขาพาเจ้าสาวขึ้นรถกลับบ้านตอนนั้นเลย
นับว่าโชคดีอยู่ที่ ฝ่ายชายยังรักเธอไม่เสื่อมคลาย ถึงปัญหาตรงนี้มันจะหนักหนา
แต่ พ่อแม่ฝ่ายชายเกลียดครอบครัวฝ่ายหญิงเข้าใส้
พาลเกลียดลูกสะใภ้อย่างเธอไปด้วย


เธอต้องย้ายเข้ามาอยู่บ้านฝ่ายชาย เพราะตอนแรกๆก่อนแต่งพ่อแม่ผู้ชายรักและเอ็นดูมาก
ฝ่ายหญิงก็เคารพรักพ่อแม่ฝ่ายชายมาก อยากให้ย้ายเข้าไปอยู่ด้วยกัน
แต่พอเกิดเรื่องปัญหาเงินค่าดอง
ทำให้ทุกอย่างกลับตาลปัด เธอไม่เคยมีความสุขเลยแม้แต่วันเดียว
ต้องทนฟังเสียงประนาม ด่าทอเหยียดหยาม ดูถูกดูแคลน หาว่าเธอรวมหัวกับพ่อแม่โกงเงินสินสอด
แต่เธอทนเพราะรักสามีมาก
หนักเข้าฝ่ายชายก็เอนไหวไปตามแรงยุยงของพ่อแม่
เธอทนจนถึงที่สุด ที่สุดของที่สุด  สุดท้ายเลยตัดสินใจหย่าขาด
หย่าทั้งที่ยังรักสามีนั่นล่ะ
เข้าบ้านหลังนั้นตัวเปล่า ก็ออกจากบ้านหลังนั้นมาแต่ตัวเหมือนกัน

ซมซานกลับไปบ้านพ่อแม่ สิ่งที่ได้รับ กลับไม่ใช่อ้อมกอดกำลังใจ
หากแต่เป็นการเหยียบย่ำซ้ำเติม จากน้ำมือของบุพการี เธอเหมือนลูกนกหลงทางไร้ที่พึ่ง
พ่อแม่ไม่ได้คิดว่า ตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้ชีวิตคู่ลูกสาวตั้งพังทลาย
กลับโทษเธอว่า เพราะเธอทำตัวเอง กรรมเก่าของเธอเอง
เธอถามหาเงินสินสอดขวัญถุง ที่พ่อแม่บอกว่าจะคืนให้
ก็โดนไล่ออกจากบ้าน หาว่า แกล้งเล่นละครจะหาทางออกอุบาย มาเอาเงินคืน
จนสุดท้าย เพื่อนคนนี้ก็ออกจากบ้านและไม่ติดต่อกับทางบ้านอีกเลย

ทุกวันนี้เธอมีความสุขกับชีวิตคู่ครั้งใหม่ กับสามีที่รักเธอจริง มีลูกสาวน่ารักหนึ่งคน
เธอบอก ผ่านเรื่องร้ายๆมาวันนั้น ถึงวันนี้เธอไม่เคยคิดกลัวคิดท้อแท้ เพราะเธอแกร่งเกินจะล้มแล้ว
ส่วนพ่อแม่ก็ยังหาทางตามรังควานชีวิตคู่เธออยู่เรื่อยๆ เพราะเงินห้าแสนตรงนั้นหมด หายไปกับลมแล้ว
เธอขอให้ดิฉันนำเรื่องราวของเธอมาเผยแพร่เป็นวิทยาทาน

พวกคุณหลายๆคนในที่นี้ อาจจะโชคดีมากๆๆที่พ่อแม่เข้าใจ และยอมรับคุณ
ไม่เอาเงินสินสอดมาบั่นทอนความสุขของลูกเต้า

ถ้าคุณพ่อคุณแม่ท่านใด ไม่หวังรวยเงินก้อนทางลัดจากลูกเขย ยกสินสอดให้ลูกไปตั้งตัว เป็นเงินขวัญถุง
รักและเอ็นดูลูกเขยลูกสะใภ้อย่างดี ทุกอย่างงราบรื่นดี
ดิฉันขอคารวะจิตใจความเป็นพ่อแม่ จริงๆค่ะ

มันเหมือนละครน้ำเน่าหลังข่าว
หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่ามันมีอยู่จริง แต่เชื่อเถอค่ะว่า เลวร้ายกว่านี้ก็มี

โดยส่วนตัวแล้ว ถ้าในอนาคตภายภาคหน้ามีลูกสาว ลูกชาย ดิฉันไม่เคยคิดว่า จะให้ตัวเองเป็นภาระของลูกเต้า
ดิฉันไม่ปรารถนาจะให้ลูกมาส่งเสีย เพราะมีงานทำ เก็บออมมีเงินเก็บ มีประกันชีวิตประกันสุขภาพอย่างดี
พวกเขาต้องสร้างครอบครัวมีชีวิตเป็นของตัวเอง

ดิฉันมีลูกเพราะอยากมี ตั้งใจจะมี ไม่ได้หวังจะมีเพื่อเอามาหาประโยชน์ใส่ตัว
สิ่งสำคัญที่สุด คือ ไม่คิดจะเอาการอุ้มท้องตั้งท้องตรงนั้น มาเป็นเงื่อนไขบุญคุณล้นฟ้ากับลูก
เพราะเราเลือกจะทำให้ลูกเกิด ลูกเลือกเกิดไม่ได้ พวกเขาไม่ได้บังคับพวกเราให้ทำให้เขาเกิดมา
การคลอดมันเป็น กระบวนการทางธรรมชาติของการดำรงเผ่าพันธุ์
สตรีเมื่อตั้งครรภ์ธรรมชาติมันจะดำเนินไปตามครรลองของมันเอง ความเจ็บปวดตรงนั้นก็เป็นธรรมชาติของการคลอด
แม้แต่การคลอดธรรมชาติ คนเป็นพ่อแม่ยังไม่สามารถกำหนดวันคลอดเองได้ ธรรมชาติมันกำหนดของมันเองแล้ว

ขอขอบคุณเนื้อหาจากคุณ : เจ้าหญิงลิงกัง

-------Advertisement----------
-------Advertisement----------