-------Advertisement----------

สู้ต่อไม่ไหวแล้ว!! "ครูน้อย" หลั่งน้ำตา จำใจประกาศปิด "บ้านครูน้อย" เหลือทิ้งไว้เพียงตำนาน!

-------Advertisement----------
กัดฟันสู้เพื่อเด็กด้อยโอกาสตาดำๆมานาน สำหรับ "ครูน้อย" หรือนางนวลน้อย ทิมกุล ที่รู้จักกันดีในฐานะแม่พระของเด็กๆ เจ้าของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า "บ้านครูน้อย"  ที่ทำงานด้วยใจรับใช้สังคมมายาวนานกว่า 35 ปี อย่างไรก็ตาม ห้วงเวลาที่ผ่านมา ครูน้อยต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ มีเด็กด้อยโอกาสเข้ามาอยู่ที่บ้านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ค่าใช้จ่ายก็ต้องเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม แม้จะมีเงินบริจาคจากมูลนิธิต่างๆ รวมถึงเงินบริจาคจากผู้ที่มีจิตเมตตาเข้ามาเป็นจำนวนมาก และรายได้จากการขายของที่ระลึก แต่ด้วยความมีคนอยู่มาก ค่าใช้จ่ายจึงต้องเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัว ครูน้อยจึงหันไปกู้เงินนอกระบบมาใช้จ่ายภายในบ้าน เริ่มกู้ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2547  กระทั่งสุดท้าย ครูน้อยก็หมดกำลังที่จะยืนหยัดช่วยเด็กด้อยโอกาสอีกต่อไป ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2559 ครูน้อยได้ออกมาเปิดใจผ่านรายการปากโป้ง ประกาศปิด "บ้านครูน้อย" อย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อย


              " บ้านหลังนี้เปิดรับเลี้ยง จดทะเบียนอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2523 ที่ผ่านมา สมัยก่อนเด็กคนไหนที่อดอยาก ยากจน ก็มาขออยู่ที่นี่  ซึ่งทางเราก็ส่งเรียนมาเรื่อย ส่งเรียนจนจบปริญญาตรี เราจ่ายหมด ทุกอย่างค่าเรียน ค่าขนม จนทุกวันนี้ก็มีเด็กที่เราส่งเรียนกลับมาหาบ้าง มาเป็นวาระบ้าง เพราะเด็กกำลังก่อร่างสร้างตัว มาวันแม่ วันครู วันปีใหม่ เขาก็จะมาช่วยบ้าง เงินที่ใช้ส่งเสียก็ที่เป็นหนี้เป็นสินจนถึงทุกวันนี้  ครูเลี้ยงเด็กตั้งแต่ปี 2537 จนถึงปีนี้นะคะ 800 กว่าคน กินอยู่ส่งเรียนค่าขนมค่าทุกอย่าง  สิ่งที่ได้รับก็เป็นความสุข เพราะชีวิตครูเป็นชีวิตที่โหยหาความสุขที่ได้ให้กับคนอื่น เงินที่จ่ายออกไปก็คือเงินของสามี สามีของครูเองทำงานตลอดชีวิตเพื่อเก็บเงินไว้ให้ครูกับลูก ของครูเองก็ผลาญเงินเขาไปหมดตั้งแต่ทำบ้าน ไม่ใช่แค่เงิน สิ่งของ เครื่องใช้ แม้แต่เสื้อผ้าของสามี ครูก็เอาไปจำนำ เพื่อจะเอาเงินมาเลี้ยงเด็ก ส่วนหนี้ก็เป็นหนี้นอกระบบ คือเราไม่มีเงิน ครั้งแรกก็ยืมข้างบ้าน แต่ต่อไปเราไม่มีเงินใช้เค้า เราก็เลยต้องหาเงินจากแหล่งเงินกู้ ทุกวันนี้ก็ยังมีหนี้อยู่ประมาณ 7-8แสน ไม่คิดบ้านที่เป็นหนี้ธนาคารอีก ก็เอาบ้านไปจำนองไว้เพื่อเอาเงินมาจ่ายหนี้


ณ วันนี้ก็ประกาศปิดบ้านครูน้อยแล้ว ปิดแน่นอน ถ้าไม่ปิดก็จะเกิดวงจรเก่าขึ้นมา สังคมก็จะด่าอีกว่าเงินไปไหนหมด เงินที่หมดไปก็หมดไปกับ 65 ชีวิต ก็ต้องใช้จ่าย ใช้กิน สารพัดอย่างไปทุกวัน  เรื่องเงินที่ผู้ใหญ่ให้เงินมา 5 แสนบาท ที่ท่านมาช่วย เพราะปี 2553 เราประกาศว่ามีหนี้สินเยอะ บอกว่าจะปิดแล้วไม่ไหวแล้ว   เงินนั้นเขายื่นมือมาช่วยใช้หนี้และก็ให้เงินที่จะทำงานต่อมา เงินมันก็เป็นวัฎจักรเพราะมันต้องกินต้องอยู่ พอมีข่าวทีคนก็จะฮือฮาช่วยที พอมีคนมาช่วยครูก็เอาเงินไปใช้หมุนเวียนในบ้าน ให้เด็กมีเงินใช้ อยู่กิน เรียนหนังสือ และก็ใช้หนี้เก่าที่ยืมมา และที่ประกาศปิดบ้านครูไม่ได้มีเจตนาที่จะต้องการให้คนมาช่วยเหลือนะ แค่อยากจะประกาศให้คนได้ทราบ ให้เด็กเก่า ๆ ที่จากไปได้ทราบว่าครูไม่ไหวแล้ว


              เราไม่เคยปฏิเสธเรื่องของบริจาค แม้แต่ของเก่า ของมือสอง ครูรับทุกอย่าง เรื่องของบริจาคที่มีคนโทรมาแล้วไม่รับ คือมันก็มีแต่อาจจะเป็นเรื่องของไอศกรีม ถ้าเป็นแต่ก่อนตอนที่ยังไม่เป็นข่าวจะมีคนเข้ามาบริจาคเยอะมาก มีแขกเข้ามาเลี้ยงตลอด และถ้าวันไหนมีแขกโทรมาอีก ครูน้อยก็จะบอกกับแขกว่าวันนี้เด็กกินแล้วนะ เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ไหม เหมือนของกินมันซ้ำ เขาอาจจะเข้าใจผิดได้ว่าเขาโทรมาแต่เราไม่เอา และแขกก็จะเอาของดี ๆ มาเลี้ยง พวกสปาเก็ตตี้ ครูน้อยก็จะบอกว่าเปลี่ยนอย่างอื่นได้ไหม เพราะเด็กกินไม่เป็น


             ส่วนที่มีข่าวว่าครูเอาเงินไปซื้อที่ ซื้อรถป้ายแดงให้ลูก ดาราทั่วฟ้าเมืองไทยแต่ก่อนไปบ้านครูหมดเลย แต่ตอนนี้ไม่มีเลย มีคุณเก๋ ชลดา คนเดียวที่มาช่วยเรา ครั้งหนึ่งเคยมีข่าวว่าเอาเงินบริจาคไปซื้อที่ซื้อรถ ซึ่งครูไม่เคยทำแบบนั้นเลย พอมีข่าวออกไปแบบนั้นทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา จนทำให้ครูไม่มีเงิน เลยเป็นที่มาของหนี้สิน


             ตอนนี้บ้านครูน้อยปิดแล้วค่ะ แต่เด็ก ๆ ยังอยู่ รอผู้ใหญ่อยู่ คือครูต้องการให้ประชาชนคนทั่วไปทราบก่อนวันที่ 15 เพราะว่าวันที่ 16 พฤษภาคม เด็ก ๆ จะเปิดเรียน ครูไม่มีปัญญาส่งจริง ๆ ถ้ามีคนยืนยันว่ามีคนจะเข้ามาช่วยอีกก็จะปิด เพราะมันไปต่อไม่ได้จริง ๆ  ครูทำเรื่องยื่นไปแล้ว ตอนนี้เขาส่งเรื่องไปทางกรมกิจการเด็กและเยาวชนให้เข้ามาช่วยเหลือแล้ว รอแค่เขาจะเข้ามาดู ตอนนี้ครูคิดว่าจะขายบ้านหลังนี้ ก็อยากจะขอโทษสังคมที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูล ขอโทษที่ครูต้องปิดบ้าน เหตุผลคือไม่เพียงพอในการใช้จ่าย ต้องเป็นหนี้เป็นสินเขาอีก อยากจะบอกว่าสิ่งที่ท่านให้มา ช่วยเหลือมาเด็กทุกคนได้เต็มที่จริง ๆ แต่ครูอาจจะผิดที่ได้นำส่วนหนึ่งไปใช้หนี้บ้าง ส่งดอกบ้าง เพราะว่าเงินที่ครูไปกู้เขามาก็เอามาให้เด็ก ชีวิตครูตรวจสอบได้ว่าไม่เคยมีอะไรที่ใช้เงินของเด็กเลย นอกจากอาหารการกินที่กินด้วยกัน.

ขอบคุณข้อมูลจากรายการปากโป้ง / KAPOOK.COM

-------Advertisement----------
-------Advertisement----------